นาทีนี้ถ้าพูดถึงร้านหนังสือที่มีการขายในรูปแบบโอมากาเสะ เชื่อว่าชื่อแรกๆ ที่ทุกคนจะคิดถึงคือร้าน “อาทิตย์ละเล่ม” แน่นอน วันนี้เราเลยถือโอกาสมาจับเข่าพูดคุยกับคุณอุ้ม ผู้ให้กำเนิดอาทิตย์ละเล่มกันค่ะ
Bookterfly: คุณอุ้มแนะนำตัว และเล่าความเป็นมาของอาทิตย์ละเล่ม และจุดเริ่มต้นการขายแบบโอกามาเสะให้พวกเราฟังหน่อยค่ะ
ARTHIT: ผมชื่อ อาทิตย์ ธรรมชาติ ครับ หลังๆ มานี้หลายคนจะรู้จักหรือเรียกตามๆ กันว่าพี่อาทิตย์ ส่วนใหญ่ของชีวิตทำมาหากินอยู่ในธุรกิจหนังสือเป็นหลักครับ
เริ่มต้นตั้งแต่เป็นพนักงานแนะนำหนังสือแบบพาร์ตไทม์ในงานหนังสือรอบต่างๆ ตั้งแต่อายุ 16 ก่อนเริ่มต้นเขียนคอลัมน์เรื่องสั้น แนะนำภาพยนตร์ในนิตยสาร What Thai Electronics เรียนจบจึงไปทำหนังสือพิมพ์และนิตยสารที่บ้านชื่อว่าเมืองใต้จนเจ๊ง เจ๊งปั๊บก็ขึ้นกรุงเทพฯ มาสมัครงานในตำแหน่งกองบรรณาธิการงานพิเศษหนังสือเล่มในบริษัทหนังสือขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง เติบโตตามลำดับแล้วลาออกไปเป็นบ.ก.ทำขายหัวเราะ ทำสำนักพิมพ์ Banlue Books ก่อนกลับไปยังบริษัทหนังสือขนาดใหญ่ครั้งก่อนอีกรอบ เติบโตตามวาระอยู่สามปี ปิดท้ายลาออกมาเปิดบริษัทเล็กๆ ทำช่องมีเดียสื่อสารเนื้อหาหนังสือและความรู้ ความบันเทิงต่างๆ ในชื่อช่องว่า ARTHIT Time รวมถึงร้านหนังสือเล็กๆ ที่ชื่อว่าอาทิตย์ละเล่มจนถึงปัจจุบันครับ
ร้านอาทิตย์ละเล่มเป็นการต่อยอดมาจากช่อง ARTHIT Time คนที่ชมช่องผมส่วนใหญ่มักถามว่าทำไมป้ายยาแล้วไม่ยอมติดตะกร้า เขาซื้อตามลำบาก ผมเลยได้ไอเดียเปิดร้านแต่เป็นรูปแบบออนไลน์ สั่งหลังไมค์ ทาง DM แรกๆ ก็รับหนังสือจากสำนักพิมพ์โดยตรงมาขายตามความต้องการของลูกค้า เล่มแรกคือกาสักอังก์ฆาต ของกิตติศักดิ์ คงคา ได้รับการตอบรับดีจึงขยายไปรับสำนักพิมพ์อื่นเพิ่มเติมเรื่อยๆ ทำออนไลน์จนตั้งหลักได้แล้วจึงปักหมุดหมายไว้ที่การออกอีเวนต์ในงานหนังสือ แม้จะยากแต่เราทำสำเร็จ กลายเป็นรูปแบบหลักของเราต่อเนื่องนับแต่นั้นคือทำควบคู่ไปทั้งออนไลน์และอีเวนต์จนถึงปัจจุบันครับ
จุดเริ่มต้นการขายแบบโอกามาเสะมาจากการขายปกติทางออนไลน์ จนวันหนึ่งมีชาวหนอนอยากสนับสนุนซื้อหนังสือจากเราแต่ไม่รู้จะซื้อเล่มไหน จึง DM มาบอกว่าเขามีเงินอยู่ 1,000 บาท พี่อาทิตย์จะจัดเล่มไหนให้ก็ได้เขาโอเค เหมือนโอมากาเสะตามใจเชฟแล้วแต่เชฟจะจัดให้น่ะ ได้ยินตอนนั้นผมชอบเลย จำชื่อโอมากาเสะไว้แต่ยังไม่ได้ทำอะไร ระหว่างจัดหนังสือให้เขาก็อัดวิดีโอไว้ด้วยจากนั้นก็ตัดต่อ ทำเป็นคอนเทนต์ลงช่องตามปกติ ปรากฏว่าผลตอบรับดีมาก มีคนต้องการเยอะ เราจึงจัดให้มันเป็นรูปแบบ เป็นเรื่องเป็นราวกลายเป็น โอมากาเสะฟูลคอร์ส 1 กล่อง 4 เล่ม มูลค่า 1,200 บาท และโอมากาเสะคำนึง 1 ซอง 1 เล่ม 350 บาทครับ
Bookterfly: เล่าสเต็ปการเติบโตของอาทิตย์ละเล่มให้ฟังหน่อยได้ไหมคะ
ARTHIT: อาทิตย์ละเล่มเป็นความฝันเพ้อๆ ของคนรักหนังสือทั่วไปครับ คนอ่านหนังสือส่วนใหญ่คงชอบอยู่ท่ามกลางหนังสือ อย่างมีร้านหนังสือที่เราเลือกหนังสือใส่ร้านด้วยตัวเอง มันเก็บอยู่นานจนมีช่อง ARTHIT Time อย่างที่กล่าวไป กลายเป็นร้านออนไลน์ ลง Shopee เปิด LineOA
แต่จุดเปลี่ยนสำคัญจริงๆ น่าจะเป็นการออกอีเวนต์ เราอยากไปออกบูธในงานหนังสือใหญ่แต่ไม่มีประสบการณ์ จึงเริ่มด้วยการไปออกอีเวนต์ขนาดเล็กอย่าง Metro Art Bookfair ก่อน ที่นี่เราได้เรียนรู้รูปแบบการออกอีเวนต์ ปัญหา อุปสรรคต่างๆ ก่อนไปงานหนังสือใหญ่ ตรงนี้สำคัญมาก มันทำให้เรารู้สิ่งที่ไม่รู้ ข้อผิดพลาดต่างๆ จากจุดนั้นก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นของบูธงานหนังสือที่ศูนย์ประชุมสิริกิติ์อีก 3 ครั้ง งานหนังสือต่างจังหวัดอีก 4 ครั้ง
ไม่นานนี้จะมีอีกก้าวสำคัญอย่างการมีหน้าร้านแบบ Physical Store ครั้งแรก ชื่อว่า อาทิตย์ละเล่ม House ฝากติดตามด้วยนะครับ
Bookterfly: อยากให้พูดถึงเหตุการณ์ประทับใจที่เกิดขึ้นกับอาทิตย์ละเล่มค่ะ
ARTHIT:
ครั้งแรกก็คงจะเป็นการตอบรับของคนอ่านตอนเราเปิดร้านออนไลน์แบบกล้าๆ กลัวๆ เราสั่งกาสักอังก์ฆาตมา 20 เล่ม แต่ปรากฏว่า 20 เล่มไม่พอ หลักร้อยก็ไม่พอ เฉพาะสัปดาห์แรกเราขายการสักอังก์ฆาตไปได้หลายร้อยเล่ม ทุกวันนี้ผมยังจำลูกค้ากลุ่มแรก 9 คนที่ซื้อในวันที่ 1 พฤษภาคม ปี 2024 ได้อยู่เลย ขอบคุณมากๆ นะครับ
ครั้งที่สองต้องเป็นตอนไปออกบูธที่ Metro Art Bookfair ต้องยกความดีความชอบให้กับสิตา (พนักงานคนแรกของบริษัทและ Assistant Managing Director คนปัจจุบัน) เธอรู้เป้าหมายว่าผมอยากไปออกบูธที่งานหนังสือศูนย์สิริกิติ์ แต่แน่นอนว่าด้วยความพร้อมที่เท่ากับ 0 ย่อมเป็นไปไม่ได้ การไปซ้อมมือในอีเวนต์นี้คือจุดเปลี่ยนสำคัญจริงๆ ร่วมด้วยการตอบรับที่ดีจากชาวหนอนและน้องๆ Booktok ยิ่งทำให้ประทับใจ
ครั้งที่สามย่อมเป็นการออกบูธงานหนังสือใหญ่ครั้งแรก ตุลาคม 2024 มันเต็มไปด้วยความผิดพลาด ความไม่รู้ มีขนาดที่สายส่งขนาดใหญ่มากแห่งหนึ่งหยุดส่งหนังสือให้เรากลางงานจนเราต้องสะดุดก็มี แต่การตอบรับของผู้คนนั้นทำให้เราตั้งหลักได้จนถึงปัจจุบัน ประทับใจมาก เป็นบทเรียนล้ำค่ามาก
ครั้งที่สี่ก็คงเป็นงานหนังสือต่างจังหวัดครั้งแรกที่ขอนแก่น ที่นี่ทำให้เรารู้ว่าเรามาถูกทาง มีคนรอเราอยู่ ทำให้เรากล้าออกจากคอมฟอร์ตโซนไปจังหวัดอื่นๆ
ครั้งสุดท้ายก็คงเป็นงานหนังสือใหญ่ครั้งต่อมา มีนาคม 2025 ครั้งนี้เหมือนขึ้นรถไฟเหาะตีลังกา คราวนี้เราเตรียมตัวมาดีมาก พร้อมสุดจิตสุดใจ แต่ขายไปได้แค่วันครึ่งแผ่นดินไหวทุกอย่างพลิกหมด เหตุการณ์นี้คือดัชนีชี้วัดเป็นตายของทีม เพราะหากวันที่เหลือไม่รอด คนไม่กล้ามาเดินงาน เงินที่ลงทุนไปมหาศาล ค่าแรงทีม เป้าที่ตั้งไว้กับคู่ค้าคงจบทั้งหมด เหลือเชื่อที่เราแก้ปัญหากันได้ เราไลฟ์ เราขอความร่วมมือศูนย์สิริกิติ์ทำคลิปยืนยันความปลอดภัย เราสื่อสารกับชาวหนอนจนหลายคนมั่นใจว่ามาต่อได้ จบงานเรานิวไฮ มากกว่างานหนังสือรอบก่อนด้วยซ้ำ งงแต่ดี วันท้ายๆ มีชาวหนอนส่งจดหมายมาให้ ในนั้นเขียนว่า “ที่ผ่านมามันไม่ฟลุ๊กค่ะ เป็นกำลังใจให้อาทิตย์ละเล่มนะคะ”
Bookterfly: คุณอุ้มและอาทิตย์ละเล่มมีวงการหนังสือในอุดมคติเป็นแบบไหนคะ
ARTHIT: วงการหนังสือต้องแข่งขันกันอย่างเป็นธรรมตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำครับ สิ่งนี้ไม่ซับซ้อน การแข่งกันลดราคา ถล่มตลาดด้วยโปรโมชันบุฟเฟต์จะทำให้ตลาดตายในที่สุด
Bookterfly: ปิดท้ายด้วยการฝากอะไรถึงนักอ่านค่ะ
ARTHIT: ร้านหนังสืออิสระจำเป็นต่อระบบนิเวศวงการหนังสือครับ เหตุผลเพราะมันคือความหลากหลายของการคัดสรรเนื้อหา แนะนำ ทำเสนอ เงินอยู่ในกระเป๋าท่านท่านสามารถจัดสรรได้ตามเห็นสมควร และหากท่านเห็นว่าร้านหนังสืออิสระควรมีอยู่ต่อไปอย่างที่ว่าก็ฝากพิจารณาร้านอิสระด้วยนะครับ
อาทิตย์ละเล่มเป็นเพียงหนึ่งทางเลือก เป็นการรวมตัวกันของคนรักหนังสือ เราทำเท่าที่เรามีกำลัง ทำเท่าที่เราอยู่ได้ ไม่อัตคัต ไม่ลำบาก แน่นอนว่าตลาดนี้ดุเดือดทั้งเจ้าใหญ่ที่คุมตลาด ส่วนแบ่งที่เบาบาง เจ้ากลางเจ้าเล็กที่แข่งกันลดให้ได้มากที่สุดเท่าที่ทำได้เพื่อเอาลูกค้าไปกองไว้ที่เขา เราไม่สู้ครับ เราทำแบบที่เราพอทำได้ แบบที่เราเชื่อ ลองพิจารณาเอาตามที่ท่านเห็นสมควรนะครับ
Tiktok : อาทิตย์ละเล่ม Bookshop
Facebook : อาทิตย์ละเล่ม Bookshop
Instagram : arthittime.bookshop
Line Official : @arthittimebookshop