‘…ปาฏิหาริย์ทุกอย่างกำลังจะเฉลย ไม่ใช่สัจนิยมมหัศจรรย์ ไม่ใช่วิทยาศาสตร์พันลือพันลึก แต่เป็นโศกนาฎกรรม’
ต้นเรื่องเต็มไปด้วยทฤษฎีสัมพันธภาพทางเวลา เมื่อผ่านห้าบทแรกไปได้ เรื่องราวจะเต็มไปด้วยปริศนา ที่ตรึงคนอยากรู้อยากเห็นแบบเราให้จดจ่อกับเนื้อหาจนไม่อยากวาง
.
สนุกมาก สำหรับใครที่ชอบเรื่องเกี่ยวกับธารไหลของเวลา หรือการเดินทางข้ามเวลาอยู่แล้วต้องชอบการเล่าเรื่องของนวนิยายเรื่องนี้แน่ ๆ เป็นเรื่องแรกที่เราได้อ่านงานคุณเบส ประทับใจทุกองค์ประกอบ ลำดับการเล่าเรื่อง การเรียบเรียงเนื้อหา ไปจนถึงศัพท์แสงที่นำมาใช้ ทุกอย่างละเมียดละไมไปหมด
.
ต้นเรื่องจะได้อ่านเรื่องทฤษฎีสัมภันธภาพทางเวลาเยอะหน่อย เพราะ 'ตราวุธ' พระเอกของเราจบสายนี้มาโดยตรง อีกทั้งยังเป็นเรื่องราวที่ 'เพียงขวัญ' นางเอกให้ความสนใจ และเป็นหนึ่งในข้อสันนิษฐานสำคัญ ที่จะพาเราและตัวละครไปเจอพบคำตอบในรูปแบบของโศกนาฎกรรมที่อาจทำให้ใครหลายคนเสียน้ำตา เช่นเรา
.
สนุกมาก เป็นเรื่องสั้นที่คุณภาพอัดแน่นเต็มเล่ม พอไปอ่านความเป็นมาของเรื่องแล้วก็ยิ่งประทับใจ ด้วยเรื่องนี้เป็นเล่มที่สองในการเขียนงานของคุณเบส แต่ผลงานในวางขายเป็นลำดับที่ยี่สิบตลอดระยะเวลาออกงาน เนื้อหาจากพันกว่าหน้าเอสี่ถูกหั่นเหลือเพียงร้อยกว่าหน้าที่คงไว้แต่เนื้อล้วน ๆ
.
เล่าเรื่องได้น่าสนใจจนเราไม่อยากวางไปทำอะไรเลย ด้วยความที่เราและดูหนังเกี่ยวกับเรื่องการเดินทางข้ามเวลามาเยอะ เริ่มต้นคิดว่าคงไม่มีอะไรผิดจากที่เพียงขวัญคิดไว้ ไม่คนใดคนหนึ่งต้องเป็นฝ่ายเดินทางข้ามเส้นเวลามาแน่นอน แต่เปล่าเลย พอถึงจุดที่เฉลยความจริงนักเขียนทำได้ดีมาก
.
โดยเขาทำให้เราเข้าใจว่าเนื้อหาจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการเดินทางข้ามเวลาก็ได้ หรือจะถูกเปลี่ยนให้มองเป็นเรื่องของความจริงที่เกิดขึ้นกับตัวละครก็ไม่มีอะไรผิดไปเลย ไม่ว่าผลลัพธ์ของเรื่องจะออกมาในรูปแบบไหน ความเป็นไปได้ของสิ่งที่นักเขียนตั้งใจใส่มา มันนำไปสู่ผลลัพธ์ได้ทั้งสองรูปแบบ
—
นักเขียนดำเนินเรื่องผ่านตัวละครเพียงขวัญเป็นหลัก เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นในวันที่เพียงขวัญตื่นขึ้นมาแล้วพบว่ามีพ่อบ้านคนใหม่ปรากฎตัวขึ้นในบ้าน เพราะพ่อบ้านคนเก่ามีธุระต้องกลับบ้านด่วน การปรากฎตัวของพ่อบ้านคนใหม่ มาพร้อมกับวัตถุแปลกหน้าวันละชิ้นราวกับเป็นปริศนาให้ตามหาคำตอบ
.
เพียงขวัญได้รับสมุดบันทึกของ 'ชุดา เถียงละออ' มาอ่าน ซึ่งบันทึกเกี่ยวกับชีวิตประจำวัน และการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง ก่อนจะค่อย ๆ ปะติดปะต่อเรื่องราว แล้วพบว่าชายคนรักในบันทึกที่ชุดาเพียรเล่าถึงคือเขา ความรู้สึกเจ็บหน่วงพลันแทรกเข้ามาในใจ นั่นจึงเป็นเหตุให้หญิงสาวที่ใช้ชีวิตลำพังมาอย่างยาวนานตัดสินใจหนีออกจากบ้าน
.
เดิมทีเพียงขวัญเป็นคนที่ร่างกายอ่อนแอ มีโรคประจำตัว พ่อแม่จึงไม่อยากให้ออกจากบ้าน ด้วยกลัวว่าจะเจ็บป่วย แต่การถูกขังอยู่ข้างในไม่เคยได้รับอิสรภาพใด ๆ ทำให้เพียงขวัญนึกอยากไขว่ขว้าอิสระมาไว้กับตัวเช่นคนทั่วไปบ้าง แต่แล้วทั้งอิสระ และความจริงที่พยายามตามหากลับย้อนตีขึ้นมาในคราเดียว
.
เราอ่านแบบปล่อยจอยเอามันส์มาทั้งเรื่อง กระทั่งถึงตอนเฉลยปม ไม่คิดเลยว่าความจริงจะทำให้คนที่ร้องไห้ยากแบบเราเสียน้ำตากับความรักของพวกเขามากขนาดนี้ เป็นพาร์ทสั้น ๆ ที่คุณภาพมาก ๆ สิ่งที่เราคิดไว้ตอนต้นเรื่องมันคนละเรื่องกับความจริงที่เพียงขวัญและตราวุธต้องพบเจออย่างมหาศาล
.
จากที่เคยสงสัยนัยน์ตาเศร้าที่แตกสลายซ้ำแล้วซ้ำเล่าของตราวุธที่สบมองเพียงขวัญ พอถึงจุดคลายปมคือเราเข้าใจทุกอย่าง ไม่ว่าจะมุมมองของเพียงขวัญ ตราวุธ หรือบุคคลที่สาม ซึ่งก็อย่างที่นักเขียนบอก 'โศกนาฎกรรมไม่จำเป็นต้องมีคนตาย' ซึ่งเรื่องนี้ตีแผ่การ 'ลืม' ได้ลึกทุกอณู
—
ไม่มีเซ็กซ์ซีนนะคะ ส่วนเลิฟไลน์แม้จะไม่ได้เด่นมาก แต่ก็ดีมาก ๆ ซีนอารมณ์ของพระ-นางน้อยแต่มาก มันอิมแพคในใจคนอ่านอย่างเราสุด ๆ ตราวุธดีมาก ๆ เขาต้องอยู่กับลูปชีวิตแบบนี้ซ้ำ ๆ โดยไม่เคยคิดเปลี่ยนใจดั่งคำสาบานตนในงานแต่ง ชอบมาก ชนิดที่ว่าตอนเริ่มอ่านไม่ได้คิดว่าจะชอบขนาดนี้