‘ฉันอาจจะโชคร้ายที่เกิดมาในครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์ เคยเป็นคนที่ถูกทอดทิ้งและไม่ได้รับการยอมรับ… แต่ทันทีที่เขาเดินเข้ามาในชีวิต ฉันก็เริ่มที่จะรักตัวเองมากขึ้น เพราะเขาพยายามทำให้ฉันรู้ตลอด ว่าตัวเองมีค่าแค่ไหน’
✦ คะนิ้ง ✦
เล่มนี้เห็นพัฒนาการงานเขียนคุณขวัญอีกแล้ว สเกลของพล็อตค่อนข้างใหญ่ แต่เก็บปมได้ดี เจอคอนฟลิกซ์ในการใช้ภาษาเล็กน้อย (แจ้งแก้ไขแล้ว) ไม่ทำให้เสียอรรถรสระหว่างอ่าน ไลน์นิยายรักเซ็ตนี้ดีมาก ๆ พี่พระเอกของเรานิยามความเป็นลูกคนโตได้ดีทั้งพาร์ทของลูกคนโตและพี่ชายคนโต ปริ่มเหมือนเขาเบ่งออกมาเอง
‘คะนิ้ง’ หาทางช่วย ‘คณิน’ น้องชายให้หลุดพ้นจากการโดนคดียัดยาโดยหลานของสส. ที่มีอิทธิพลในพื้นที่อีกที แต่ระหว่างที่เสี่ยงตายหาหลักฐานมาช่วยน้อง ดันได้รับความช่วยเหลือจากคุณ ‘ชินทร์’ เจ้านายคนใหม่ที่บังเอิญได้รับรู้เรื่องราวของนิ้งผ่านการใช้ชีวิตโลดโผนไม่กลัวตาย
แม้ก่อนหน้านี้จะไม่ค่อยชอบใจพฤติกรรมห้าวหาญราวกับไม่รู้จักกลัวอะไรของคะนิ้ง แต่พอได้พูดคุยปรับความเข้าใจ ก็เข้าใจในการกระทำของอีกฝ่าย และเมื่อมีโอกาสได้รู้จักกันมากขึ้น คุณชินทร์ก็เลยเสนอช่วยเรื่องคดีของน้องชาย เพราะทั้งคู่มีโจทย์คนเดียวกันคือ สส. ‘ธนิน’ และเสี่ย ‘อวยชัย’
เด็กคะนิ้งที่คุณชินทร์เคยเห็นวิ่งหนีตายหลายต่อหลายครั้ง เมื่อได้ทำความรู้จักกลับพบว่าก็เป็นแค่ผู้หญิงคนหนึ่งที่รักครอบครัว และรักในความถูกต้อง ยิ่งได้อยู่ใกล้ ได้ทำงานร่วมกัน ก็ค่อย ๆ ประทับใจในตัวกันและกัน ซึ่งไอ้นิ้งอาการออกมาก อาการแบบนี้ไม่ได้แค่ชอบคนหล่อแล้ว แต่มันเป็นอาการชอบคนหล่อที่ชื่อชินทร์!
การสืบสวนถูกวางเรื่องเคล้าไปกับเลิฟไลน์ได้เนียนมากจนเราไม่รู้สึกรู้สึกเบื่อที่จะอ่านนิยายพันสามร้อยกว่าหน้า ความสัมพันธ์ของทั้งคู่มันค่อย ๆ เด่นชัดขึ้นในวันที่เรื่องราวในครอบครัวคะนิ้งถูกเปิดเผย ชอบการเล่าเรื่องพาร์ทนี้อยู่พอสมควร เพราะนักเขียนไม่ได้ลืมว่านิ้งมันไม่ใช่คนโง่
การที่นักเขียนค่อย ๆ ปล่อย hint ตามทางให้เราได้สืบหาตัวตนพ่อแท้ ๆ ของคะนิ้งทำออกมาได้ดีมาก การที่นิ้งจะรับรู้ด้วยตัวเองผ่านการปะติดปะต่อการแสดงออกของผู้ใหญ่ทั้งสองบ้าน อีกทั้งผู้เป็นพ่อยังคอยแสดงความห่วงหาอาทรให้อยู่บ่อยครั้ง มันไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่คนฉลาดแบบนิ้งจะจับไต๋ได้ บางอย่าง ยิ่งปิด มันก็ยิ่งชัด
เลิฟไลน์ของพวกเขาแน่นอนว่าทั้งคู่ไม่ได้รักกันตั้งแต่ต้น เรียกได้ว่าเป็นศัตรูกันมาก่อนก็ได้ เคยไม่ชอบขี้หน้ากันมาก ๆ ก่อนที่จะได้ศึกษากัน เพราะทุกครั้งที่เจอพี่ชินทร์ ไอ้นิ้งมันสร้างเรื่องตลอด ตั้งแต่สาดเหล้ากระเซ็นใส่ วิ่งหนีคนในบ่อนบ้าง วิ่งหนีตายจากตีนเขาบ้าง จนพี่ชินทร์ตั้งฉายาให้ว่า ‘เด็กเวร’ 55555555555
ฉะนั้นต้นเรื่องของคู่นี้เลยค่อนข้างบันเทิง ไอ้นิ้งโกหกเก่งมาก แต่พี่ชินทร์จับโกหกเก่งกว่า เด็กเลี้ยงแกะจะเอาอะไรมาสู้ผู้ใหญ่เลี้ยงแกะเอ่ย ชอบความทันกันของทั้งคู่มาก กว่าจะได้เป็นเด็กพี่ชินทร์ ไอ้นิ้งได้เป็นทั้ง เด็กเวร เด็กเลี้ยงแกะ คนปลิ้นปล้อน เด็กอวดเก่ง สารพัดคำที่พี่ชินทร์หามานิยามชี โคตรดื้อ 5555555555555
แต่ก็นะ Slice of life มันดีตรงที่เราได้เห็นว่าวัน ๆ พวกเขาเจอเรื่องอะไรมาบ้าง วนเวียนอยู่ในชีวิตของกันและกัน จนอยู่ ๆ ความรู้สึกมันเปลี่ยนไปโดยไม่ทันสังเกตการกระทำและความคิดของตัวเองที่มีต่ออีกฝ่าย รู้ตัวอีกทีก็พากันถอยจากความรู้สึกพวกนี้ไม่ได้แล้ว ได้จับผิดคนเสียอาการ ผมอ่านแล้วโคตรมีความสุข
จังหวะตกหลุมรักของไอ้นิ้งที่โดนพี่ชินทร์ตกซ้ำ ๆ บนสะพานหินอันนั้นไวบ์ดีมากกกก จังหวะก้มหน้าลงนิดนึงแล้วยิ้มเต็มปาก เป็นเราเราก็เสียอาการ คนอะไรยิ้มหล่อฉิบปุ๋งเลย! พระเอกเซ็ตนี้มันดีจังโว้ยยยยย ซีนพระ-นางน่ารักจะบ้า ถ้าทุกคนอ่านทุกคนจะรักความชินทร์ ใจถึง พึ่งได้ แถมยังง้อเก่งอีก ตอนคุณเขาเทิร์นตัวเองเป็นพี่ชินทร์เราเขินจะตาย รักเขา
พี่ชินทร์กับคะนิ้งเป็นสองคาแรกเตอร์ที่ดูไม่น่าจะเข้ากันได้ แต่กลับเข้ากันได้ดีมาก คนพี่คอยปราม คนน้องคอยผลักดัน อายุห่างกันเจ็ดปีไม่มีปัญหาเรื่องช่องว่างของอายุเลย เพราะนิ้งผ่านเรื่องราวในชีวิตมาหลากหลายรูปแบบเลยใช้ชีวิตด้วยความเข้าอกเข้าใจและอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง
ต่อให้ความสัมพันธ์จะค่อนข้างเฮลตี้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทั้งคู่จะไม่เจอปัญหา เมื่อความสัมพันธ์มาถึงจุดที่จริงจังมากขึ้น ต่อให้จะรู้ว่าความรักของพี่ชินทร์คือเรื่องจริง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาใช้นิ้งต่อรองธุรกิจ วันนั้นเลยเป็นวันที่เหมือนโลกทั้งใบของคะนิ้งถล่มลงอีกครั้ง ไอ้นิ้งเป็นนางเอกที่ร้องไห้ได้น่าสงสารมาก TT-TT
ปมแบ่งออกเป็นสองส่วนใหญ่ ๆ ส่วนแรกเป็นเรื่องของความลับในครอบครัวคะนิ้ง ที่นักเขียนเองไม่ได้ปกปิดจนทำให้เรื่องราวมันเครียดระหว่างอ่าน อ่านไปก็น่าจะเดากันได้ว่าพ่อคือใคร มีเหตุผลอะไรที่ทำให้สองครอบครัวไม่ลงรอยกัน แล้วก็หาทางลงให้ความสัมพันธ์ของสองครอบครัวได้ดีมาก ๆ ในรูปแบบของมัน
ส่วนที่สองเป็นเรื่องของการปราบปรามผู้มีอำนาจที่ทำความผิดในพื้นที่ ในส่วนนี้เนื้อหาจะเกี่ยวข้องกับ ‘Sense Love สื่อใจ สัมผัสรัก’ เล่มของคุณ ‘ชนา’ (น้องชายพระเอก) กับ ‘มัดหมี่’ เนื่องจากพี่ชินทร์ต้องการจะรื้อถอนระบบของพวกผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ สเกลการเล่าเรื่องนี้มันเลยค่อนข้างใหญ่แล้วก็รัดกุมมากกว่าปมในส่วนแรก
ซึ่งตรงนี้เป็นอีกจุดที่เราได้เห็นว่านักเขียนมีพัฒนาการขึ้นมากกว่าเล่มก่อน ๆ ด้วยความที่ปมส่วนนี้มันใหญ่ แต่เขาค่อย ๆ หย่อนรายละเอียดลงไป ทำให้การสืบสวนไม่น่าเบื่อเกินไป เมื่อได้อ่านสลับกับเลิฟไลน์ แม้จะมองออกว่าคนที่ร้ายคือใคร แต่ด้วยแผนการที่รัดกุม เรามองว่าการค่อย ๆ เล่าแบบนี้เหมาะกว่าการเปิดหน้าชน
เราชอบไลน์นิยายรักตรงที่เขาไม่ต้องคอยพร่ำบอกว่ารักกันมากมาย แต่การแสดงออกของพวกเขามันตอบคำถามทุกอย่างแล้ว เป็นที่พึ่ง เป็นที่ปรึกษา เป็นบ้าน และนอกจากการกระทำพวกนั้น ภาษากายที่ทั้งคู่แสดงออกต่อกันไม่มีตรงไหนต้องมานั่งตั้งคำถามกับความสัมพันธ์พวกเขาเลยสักนิด พี่ชินทร์เนี่ย เดี๋ยวกอด เดี๋ยวจุ๊บ หลงเด็กมาก
เซ็กซ์ซีนถ้าเทียบกับสัดส่วนเนื้อเรื่องเรามองว่าพอดี เพราะเราพอใจกับอะไรแบบนี้ ซีนใหญ่ ๆ บทเดียวเอง แต่ที่เหลือพี่ชินทร์น้วยไปน้วยมา อะไรแบบนี้อ่านแล้วมันจีบมือจีบเท้าตอนอ่าน บทบรรยายมีการหยิบธีมของบรรยากาศในเรื่องมาเล่าล้อไปกับการแสดงความรัก ท่าทางและการแสดงออกที่ได้เห็นตอนพวกเขามีความรู้สึกร่วมโคตรรดี มวนท้องมาก![]()
![]()
เล่มนี้ประทับใจหลายส่วนมาก ๆ ที่ชอบมาก ๆ ยกให้เป็นในส่วนของคาแรกเตอร์ตัวละคร คุณขวัญทำให้เราเห็นภาพของทั้งคู่ชัดตั้งแต่บทแรกยันบทสุดท้าย ภาพของพี่ชินทร์ที่ได้รับบทบาทลูกคนโตมันชัดเจนมาก ๆ แบบที่เราบอกด้านบน เขาทำได้ดีทั้งในส่วนของลูกคนโตที่รับช่วงต่อกิจการครอบครัว และพี่ชายที่คอยเสียสละหลาย ๆ อย่างเพื่อน้อง ๆ
ส่วนบุคลิกของคะนิ้งเรียกได้ว่าเป็นบุคลิกของคนอยู่เป็น น้องปรับตัวเข้ากับบุคคลและรับมือกับสถานการณ์ได้ดีมาก ๆ สมกับยืนหยัดได้ด้วยสองมือสองเท้าของตัวเอง แต่ลึก ๆ แล้วมีความเป็นผู้หญิงอยู่หลังกำแพงที่ตัวเองฉาบขึ้นมา เพียงแต่รอบตัวน้องไม่มีคนที่น้องสามารถแสดงมุมนั้นออกมาด้วยได้ กระทั้งเจอพี่ชินทร์
ชื่นชมที่คุณขวัญเริ่มกล้าที่จะลองเขียนสเกลงานที่ใหญ่ขึ้น และตรวจสอบรอยรั่วของการเก็บปมเป็นอย่างดีทั้งสองส่วนเลย ถ้าใครตามนามปากกานี้มาตลอดเราเชื่อว่าทุกคนต้องมองเห็นแบบเดียวกับเรา แต่เสียดายตัวร้ายตายง่ายไปหน่อย ทำครอบครัวคนอื่นเจ็บปวดมามาก แต่ตัวเองชิงตายก่อน เห็นแก่ตัวจนวินาทีสุดท้ายจริง ๆ
เซ็ตนี้เราชอบการเล่าเรื่องของเล่มนี้มากที่สุด อาจจะเพราะเรื่องมันยาว นักเขียนเลยมีเวลาในการเล่าเรื่องและปิดจบได้สมบูรณ์ในทุก ๆ พาร์ท เราชอบไลน์นิยายรักจังเลย อาจจะด้วยช่วงวัยที่อ่านแล้วรู้สึกว่ามันอ่านสบายกว่ารักวัยรุ่น แล้วยิ่งได้มาเจอพระ-นางมีเอมพาตี้แบบนี้ยิ่งชอบไปใหญ่
เราเสียน้ำตาหนักมากตอนพาร์ทที่เฉลยปมครอบครัว เรียกว่าเฉลยก็ไม่ถูก เพราะคะนิ้งเองก็รู้ได้อยู่แล้วว่าพ่อที่แท้จริงเป็นใคร แต่ที่ทำเราน้ำตาไหลคือประโยคที่นิ้งบอกว่า ‘บางครั้งความรักของคนที่เลี้ยงเรามา ก็ทำให้เราปวดร้าวมากกว่าคนที่เพิ่งเดินเข้ามาในชีวิตเสียอีก...’ จนนาทีสุดท้ายทุกคนก็ยังไม่ยอมพูดความจริงกับนิ้งอะ
ซีนที่พ่อลูกปรับความเข้าใจกันเราก็ร้อง ผมเสียน้ำตากับไอ้นิ้งเยอะมากเลย ใครอ่อนไหวเรื่องครอบครัวเจอแน่! ยิ่งอ่านยิ่งรู้สึกว่าคะนิ้งเก่งมากจริง ๆ อยู่กับเสียงรอบข้างที่นินทาแม่มาทั้งชีวิต ไหนจะต้องทำตัวให้เข้มแข็ง เป็นเสาหลักของบ้าน อ่อนแอให้ใครเห็นก็ไม่ได้ เพราะถ้าเสาหลักไม่มั่นคง บ้านทั้งหลังคงไหวเอน